การตอบโจทย์เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ ด้วย ‘Digital Transformation’ กับอาจารย์ดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี

ที่มา: <a href=’https://pngtree.com/so/abstract’>abstract png from pngtree.com</a>

การตอบโจทย์เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ ด้วย ‘Digital Transformation’

สืบเนื่องจากการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศษฐศาสตร์ ครั้งที่ 14 (The 14th National Conference of Economists) ด้วยระบบออนไลน์ ผ่าน Zoom Meeting โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในวันที่ 19 มีนาคม 2564 หัวข้อ ‘นักเศรษฐศาสตร์และผองเพื่อน: โอกาสและความท้าทายภายใต้ความไม่แน่นอน (Economists & Friends: Chances and Challenges under Uncertain Circumstances)’ หัวข้อหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงจากทุก ๆ วงการก็คือ ‘Digital Transformation’ เพราะเมื่อโลกทั้งใบเปลี่ยนไป โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ ที่ถูกถาโถมด้วย Digital Disruption เป็นสาเหตุให้ธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ต้องลุกขึ้นมาปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งเพื่ออยู่รอด ไปต่อ และเติบโตในโลกธุรกิจใหม่อย่างยั่งยืน คำว่า ‘Digital Transformation’ จึงกลายเป็นคำตอบ ที่เข้ามาทำหน้าที่ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ด้วยการนำใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน ตั้งแต่ระดับฐานราก รูปแบบการบริหาร กำหนดทิศทาง ตลอดจนถึงด้านอื่น ๆ ขององค์กร ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างเท่าทันเทคโนโลยี ไม่เกิดการสะดุดหรือหยุดชะงักจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ สามารถสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนอยู่ในโลกธุรกิจใบใหม่ได้อย่างมั่นคง แข็งแรง โอกาสนี้ อาจารย์ดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมองค์กร เปิดโอกาสให้เราได้พูดคุยอย่างเป็นกันเอง กับหัวข้อดังกล่าว ที่สถานการณ์ปัจจุบันนี้ เปรียบเสมือนมีธงถูกปักไว้ยังหมุดหมายแห่งอนาคต หรือวันที่เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ของเราจะมุ่งไปนั่นเอง

ทางรอด…ในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม

“การนำดิจิทัลเข้ามาใช้ในงาน Operation ทำงานอัตโนมัติมากขึ้น หรือนำ AI มาใช้งาน นำ Robotic เข้ามาช่วย ตรงนั้นเป็นเพียงฐานล่าง” อาจารย์ดนัยรัฐ เริ่มการสนทนาด้วยการชี้ชวนให้เข้าใจในความถ่องแท้กับคำว่า ‘Digital Transformation’ “ในความเป็นจริง การนำดิจิทัลเข้ามาใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ จะต้องยกระดับไปจนถึงการกำหนดทิศทางธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ ทำอย่างไรให้ตอบโจทย์เรื่องการใช้ศักยภาพในการเชื่อมโยงธุรกิจทั้งหมด เข้ามาแก้โจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม และใช้เครื่องไม้เครื่องมือเข้ามาสนับสนุน”

หากถามว่าการนำใช้ Digital Transformation มีรายละเอียดหรือกระบวนการหรือไม่อย่างไร อาจารย์ดนัยรัฐได้แบ่งประเด็นดังกล่าวไว้เป็น 5 ขั้นตอนสำคัญไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 1) Redefine Vision/Missions คือ การเริ่มจากการประเมินสถานะผลการดำเนินงานของตนเอง เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยวิเคราะห์ว่า Vision และ Missions ของตนเองเดิม ๆ ที่มีอยู่นั้น สามารถรับมือกับสิ่งที่เข้ามาใหม่ ๆ ได้หรือไม่ หรือมีความจำเป็นต้องปรับวิสัยทัศน์ใหม่ให้สอดรับกับภูมิทัศน์ที่ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างไร 2) Identify Focus Services คือ การวิเคราะห์การบริการใหม่ ๆ ที่ต้อง Focus และสอดคล้องกับความต้องการปัจุบัน โดยต้องรื้อถอนบริการบางอย่างที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าออกไป เพื่อไม่ให้เกิดการหน่วงเหนี่ยวในระดับขั้นตอนการทำงาน 3) Combine Manned and Unmanned Power คือ การเริ่มวิเคราะห์และแยกแยะออกมาเป็น Skills ต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อทำให้งานสำเร็จ โดยบางงาน สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องมือเข้ามาช่วยมนุษย์ทำ เช่น งานที่ต้องทำซ้ำ ๆ หรือเข้าไปในที่เสี่ยงภัยอันตราย นอกจากนี้ จำเป็นต้อง Retire Skills ที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าออกไปบ้าง เพื่อแลกกับการอยู่รอดหรือการก้าวเดินต่อไปได้ 4) Deploy Behavior Processing กล่าวคือ ในยุคดิจิทัลนี้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะเชื่อมโยงถึงกันหมด รวมทั้งผู้ให้บริการและลูกค้าผู้รับบริการ เพราะฉะนั้น จึงต้องกลับมาพิจารณาถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งด้านผู้รับบริการ และด้านผู้ให้บริการ ถึงเงื่อนไขที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ หรือเลิกใช้บริการ โดยในบางหน่วยงานเริ่มสนใจการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้รับบริการมากขึ้นจนสามารถรับลูกค้าที่เป็น Unmanned Customers ได้ด้วย (เช่น Machine-2-Machine) ในทางกลับกัน ผู้ให้บริการก็ต้องปรับตัวให้มีพฤติกรรมใหม่เช่นกัน โดยจะต้องเลิกพฤติกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าต่อการเดินทางสู่ความสำเร็จออกไปด้วย และ 5) Establish Digital Technology เนื่องจากปัจจุบัน ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธการใช้ Digital Technologies ไม่ว่าจะเป็น AI, IoT, RPA, Big Data, Cloud หรืออื่น ๆ ได้อีกต่อไป เพราะเครื่องมือเหล่านี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญ คือ การไม่ลืมด้านความปลอดภัยในการใช้งาน เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความสะดวกได้มาก ๆ เมื่อเกิดเหตุขัดข้องขึ้น ก็จะเป็นภัยร้ายแรงได้มาก ๆ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หลายครั้ง คำว่า Transformation ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อบุคลากรในองค์กรมักไม่แน่ใจกับการเปลี่ยนแปลง ในกรณีดังกล่าว อาจารย์ดนัยรัฐ กล่าวว่า คนที่กลัว คือ คนที่ยังไม่ชิน ดังนั้น หน่วยงานหรือคณะที่ทำงาน Transformation จำเป็นต้องปรับบุคลากรให้เกิดความคุ้นชินใหม่ ซึ่งเมื่อเกิดความคุ้นชินมากขึ้น ก็จะกลายเป็นความถนัดใหม่ “คนที่กลัว เขายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราบอกได้ว่า เราจะคอนเนกต์กันมากขึ้น สิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ได้เกิดมาจากคนคนเดียว แต่จะเกิดจากการเชื่อมโยงกัน ดังนั้น ความกลัวจะลดลง เมื่อมีความรู้ และมองเห็นว่า กลยุทธ์ หรือทิศทางขององค์กรเป็นอย่างไร ความกลัวก็จะลดลง”

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการนำดิจิทัลเข้ามาใช้ในงานในระบบเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่อยู่ที่ ‘ความเข้าใจ’ ด้วย ซึ่งจากที่ผ่านมา ยังมีความเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในคำว่า Digital Transformation อยู่ไม่น้อย อาจารย์ดนัยรัฐ จึงได้อธิบายไว้เป็น 8 หัวข้อของความเข้าใจผิด ได้แก่

1) Digital Transformation ไม่ใช่หน้าที่ของแผนก IT เป็นผู้ทำ โดยไม่เกี่ยวกับแผนกอื่นเลย

2) Digital Transformation การใส่หรืออัดใช้ Digital Touchpoints เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาในองค์กรเต็มกำลัง โดยไม่คคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมด้านอื่น ๆ

3) Digital Transformation ไม่ใช่เพียงการทำ Digital Marketing ที่มุ่งงานขายหรืองานตลาดเท่านั้น

4) Digital Transformation ไม่ใช่การทำแต่นวัตกรรมใหม่ ๆ โดยไม่ต้องมีการรื้อถอนบริการที่ไม่เกิดคุณค่าออกไปจากองค์กรแต่อย่างใด

5) Digital Transformation ไม่ใช่การปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กร เพื่อการแทนที่คนด้วย Digital เท่านั้น

6) Digital Transformation ไม่ใช่การพัฒนาแอปพลิเคชันให้ทำงานบนมือถือโหลดผ่าน Cloud เท่านั้น

7) Digital Transformation ไม่ใช่งานของที่ปรึกษาภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยคนภายในองค์กรเพียงแค่ให้ข้อมูลตามแบบสอบถามเท่านั้น และ

8) Digital Transformation ไม่ใช่การปรับปรุงงานขององค์กรโดยไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันและความเป็นอยู่หลังเกษียณ

COVID-19…ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ยิ่งทุบเศรษฐกิจให้บอบช้ำยิ่งกว่าเดิม ในเบื้องต้น แต่ละองค์กรอาจต้องจัดการกับรายได้ Short Term และบุคลากรของบริษัท แต่ในเวลาต่อมา พบว่า เริ่มมีการหยิบเครื่องไม้เครื่องมือด้านดิจิทัลมาใช้ ซึ่งอาจารย์ดนัยรัฐ เรียกว่า “เป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจมากขึ้น” และ ณ จุดนั้นเอง ที่ Digital Transformation เข้ามา และมีบทบาทเกินครึ่งของชีวิต ทั้งต่อองค์กร การดำรงชีพ การสั่งอาหาร การพบแพทย์ ฯลฯ รู้ตัวอีกที เครื่องมือด้านดิจิทัล และแอปพลิเคชัน กลายเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัว และใช้กันมากอย่างเลี่ยงไม่ได้

จาก COVID-19 นอกจากจะส่งผลต่อภาคการศึกษาที่ต้องย้ายการเรียนการสอนในห้องเรียน การทำกิจกรรม การเล่นกีฬา ไปอยู่ในโลก Virtual ตลอดจนถึงการทำงานของครูอาจารย์ และ Back Office ไปอยู่ในโลกดิจิทัลอย่างชัดเจนแล้ว ภาคธุรกิจก็ยังต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เช่น Social Distance แทนที่จะห่างกัน 2 เมตร ก็สามารถห่างกันเท่าไรก็ได้ เรียกว่า Work From Anywhere หรือลูกค้าสามารถ Track สินค้าหรือบริการผ่านสถานะบนออนไลน์ หลังจากการปรับตัวนี้ สิ่งที่โลกธุรกิจได้รับ คือ ทักษะใหม่ด้านการจัดการธุรกิจที่มีดิจิทัลเข้ามาเป็นเส้นเลือด นอกจากนี้ เพราะเครื่องมือด้านดิจิทัลเป็นเทคโนโลยี ยิ่งใช้ จึงยิ่งประหยัดขึ้น

“อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไม่ควรมองแค่การใช้ดิจิทัลเพื่อกอบกู้ในช่วงวิกฤตเท่านั้น แต่ต้องมองเชิงกลยุทธ์ เชิงทิศทางใหม่ขององค์กร COVID-19 ที่มานี้ เขามาเร่ง ดิจิทัลต้องใช้มากขึ้นอยู่ดี เมื่อมีตัวเร่งเข้ามาแล้ว รูปแบบของทิศทางใหม่ในธุรกิจยุคใหม่จะใช้วิธีการทำแบบยุคเดิมไม่ได้ ผมพูดถึงการวางทิศทางเลย มองในโลกที่ทุกคนคอนเนกต์กันหมด ดังนั้น รูปแบบของการเอาชนะเป็นครั้ง ๆ มันจะไม่เกิดขึ้น แต่จะเป็นการ Co-Create หรือร่วมกันมากกว่า” อาจารย์ดนัยรัฐ กล่าว “พูดสั้น ๆ ธุรกิจทุกธุรกิจต้องเก่ง 3 ข้อ 1) แคร์เป็น คือ แคร์สังคม แคร์สิ่งแวดล้อม แคร์ลูกค้า แคร์พนักงาน แคร์ตนเอง เมื่อแคร์เป็นจะทำให้รู้ว่าตรงไหนตื้น ลึก หนา บาง 2) แฟร์เป็น คือ ตรงไหนจะต้องลงมาก-น้อย เร็ว-ช้า หนัก-เบา และ 3) แชร์ ไม่ว่าจะแชร์ Information แชร์ Data แชร์ Process หรือแชร์ต่าง ๆ ในอดีตบางทีเราแชร์ แต่เราไม่รู้ว่าแฟร์จริงหรือเปล่า แล้วหลายครั้ง สาเหตุของการไม่แฟร์ ก็เพราะเราไม่แคร์เท่าที่ควรนั่นเอง”

เพราะฉะนั้น แม้หลังจากมีวัคซีน COVID-19 และได้รับการนำมาใช้อย่างทั่วถึงแล้วก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ท้ายที่สุด โลกธุรกิจจะกลับไปสู่ยุคก่อน COVID-19 วัคซีนมา แต่ความถนัดใหม่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น แม้วัคซีนมา รูปแบบธุรกิจก็จะไม่กลับไปที่เดิม แต่จะไปต่อในยุคที่เรียกว่า Digital Organization และแน่นอน คำว่า ดิจิทัล ไม่ได้แปลว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เยอะ ๆ โดยปราศจากการจัดการและทิศทางที่ดี เป็นโลกของ Circular Economy จะต้องอยู่ในทิศทางนั้นแน่นอน”

เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่…โลกธุรกิจใบใหม่

การดำเนินธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ ด้วย ‘Digital Transformation’ แบบ Connected Economy ต่างจากอดีตที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีการเชื่อมโยงกัน และทุกคนอยากเอาตัวรอด หากธุรกิจที่จะอยู่รอดได้จริง ๆ ในยุคใหม่นี้ ต้องปรับความคิด อาจารย์ดนัยรัฐ อธิบายว่า “ฉันดีได้ แต่ก็ไม่มีใครเลวลง เธอดีได้ ฉันก็ดีเหมือนกัน” กล่าวคือ เป็นการปรับไปสู่ ‘การสนธิกำลัง’ “เวลาผมพูดว่า สนธิกำลัง มันหมายถึง การร่วมมือกันชั่วคราว เพื่อทำประโยชน์ร่วมกัน แต่เมื่อสนธิกำลังบ่อย ๆ การร่วมมือชั่วคราว หรือชั่วครู่ มันจะกลายเป็นการร่วมมือกันถาวร เรียกว่า เป็นการร่วมสร้าง ทำให้มันเจริญขึ้นไปด้วยกันนั่นเอง”

รูปแบบการทำงานเก่า ๆ บางอย่าง ตัวอย่างเช่น SWOT อาจจะไม่ตอบโจทย์ในการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ทั้งหมด อาทิ บางครั้งคนที่เป็นคู่แข่ง ก็เป็น Co-Competitor คือ เข้ามาช่วยในบางวาระ ขณะที่บางครั้งลูกค้าก็เป็น Prosumer คือ เข้ามาช่วยดีไซน์ ช่วยออกแบบ รูปแบบธุรกิจใหม่ ที่เรียกว่า Connected Business Model จะเชื่อมโยงหากัน และเกิดประโยชน์ร่วมกัน ใครที่ออกแรงมาก ออกความคิดมาก ก็ได้ Compensate มากตาม

นอกจากนี้ ทุกธุรกิจต้อง Integrate ต้องเอาตัวเองเข้าไปเชื่อมโยง และควบรวมกับ 1) สิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัญหาเรื่องโลกร้อนกลายเป็นประเด็นใหญ่และสำคัญของโลก 2) สังคม เพราะนอกจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาของเด็กที่เผชิญกับภาวะซึมเศร้า และค้นหาตัวเองไม่เจอ เรามัวแต่แข่งกัน ปรากฏว่า ศัตรู ปัญหา หรือมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่เข้ามาเป็น 100 เท่า หรือ 200 เท่า การแข่งกัน 2-3 ธุรกิจ กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย จะทำอย่างไรให้จุดตรงนี้มีการเปลี่ยนผ่าน เรียกว่า ปรับ Mindset จากแข่ง เป็นแบ่ง แล้วก็ต้านภัยที่ยิ่งใหญ่กว่า หรือทำสิ่งที่เจริญกว่า” อาจารย์ดนัยรัฐ กล่าว “ทำอย่างไรให้ธุรกิจมีความแคร์ทั้งสิ่งแวดล้อม และแคร์สังคม รวมทั้งต้องเชื่อมโยงกันหมด โลกธุรกิจต้องรีบจับมือกัน โมเดลในอดีตที่ทั้ง Fight ทั้ง Force ทั้งแข่งทั้งขัน ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำเรามากที่สุด แล้วกดดันคู่แข่ง หรือกดดันพาร์ตเนอร์ หรือซัปพลายเออร์ให้ส่งของถูกที่สุด อันนี้จะไม่เป็นจริงแล้ว”

ดังนั้น ธุรกิจยุคถัดไปจะเชื่อมโยงกันหมด และทุก ๆ คนจะเชื่อมโยงกัน การแข่งเพื่ออยู่รอดจะหมดไป กลายเป็นการแบ่งเพื่ออยู่รอด เรียกว่า Sharing Economy

การเสริมทัพเศรษฐศาสตร์ ด้วย Digital Transformation เป็นการ ‘การทำงานระหว่างกัน’ จะทำอย่างไร ให้ธุรกิจหนึ่ง-ธุรกิจหนึ่ง ทำงานแล้วมีความแฟร์ต่อกัน Digital Transformation จะต้องลดในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ทำให้ทั่วถึง ทำให้เท่าเทียม มากกว่าการอัดอุปกรณ์เทคโนโลยีเข้าไปในระบบ”

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ ด้วย Digital Transformation ธุรกิจหรือองค์กรต้องมีคุณค่าในตัวเอง มีประโยชน์ทั้งต่อตัวเรา และต่อโลก สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ และเชื่อมกันไป “มวลน้ำเหล่านี้จะทำให้ธุรกิจยุคใหม่เกิดขึ้น เราไม่ทำ โลกจะผลักให้เราทำ” อาจารย์ดนัยรัฐ กล่าว

โอกาสธุรกิจใหม่ และโอกาสแห่งอนาคต

ด้านนักธุรกิจหน้าใหม่ที่อยากก้าวกระโดดเข้ามาสู่โลกธุรกิจในช่วงเวลานี้ อาจารย์ดนัยรัฐ กล่าวว่า ภูมิทัศน์เป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดให้องค์กร หรือคน มองเห็นว่าจะต้องดำรงอยู่อย่างไร “สมมติภูมิทัศน์แย่มาก การดำรงอยู่ก็จะเป็นลักษณะของการเอาตัวรอด หรืออยู่รอดไปก่อน แต่ถ้าภูมิทัศน์ดีมาก ทุกอย่างดีมากไปหมด คนตรงนั้นก็จะอยู่แบบสบาย ๆ” อาจารย์ดนัยรัฐ อธิบาย “ในปัจจุบัน ภูมิทัศน์มีทั้งโลกจริง และโลกดิจิทัล ดังนั้น เราจะเห็นว่า ในโลกความเป็นจริง หรือในโลก Physical คนรุ่นใหม่อาจไม่มีกำลังทรัพย์ไปแข่งกับ Player ที่อยู่ในตลาด แต่เขาจะใช้ดิจิทัลที่เป็นตลาดใหม่ หรือภูมิทัศน์ใหม่ ทำให้สินค้าและบริการเข้าไปอยู่ตรงนั้น และในโลกกายภาพ เขาอาจไม่ต้องการหน้าร้านเลย อาจจะต้องการแค่กลุ่มของการขนส่ง หรือ Logistic เท่านั้น ดังนั้น ธุรกิจเหล่านี้จะโตมารองรับคนรุ่นใหม่ ภูมิทัศน์ของเขาจะเป็นโลกทั้ง 2 ใบที่ทำงานไปร่วมกัน และเมื่อคนรุ่นใหม่มารวมตัวกัน โดยการใช้การสื่อสาร และเครื่องมือ เขาจะเป็นเหมือนปลาเล็ก ๆ หลาย ๆ ตัว ว่ายเร็ว คล่องแคล่ว ปรับเปลี่ยนเร็ว แล้วรวมกันเหมือนปลาขนาดใหญ่ 1 ตัว แต่ต้องอย่าใช้วิธีคิดแบบเดิม คือ การแข่งกันเองเพื่อให้อยู่รอด”

สำหรับโอกาสเติบโตทางธุรกิจ ที่ในอดีตมักกล่าวถึง ธุรกิจ ซึ่งแม้ว่าจะเป็น SME หรือ Start-Up ที่เติบโตแบบ 10 เท่า 100 เท่า 1,000 เท่า แล้วไปเป็นยูนิคอร์น โจทย์ของรูปแบบธุรกิจใหม่จะแตกต่างไปจากเดิม คือ เป็นลักษณะของการขยายเครือข่ายแบบ 10 เท่า 100 เท่า 1,000 เท่ามากกว่าจะไปมองที่เรื่องของการเติบโตเพียงอย่างเดียว “การโตอย่างเดียวบางครั้ง ตามมาด้วยความเสี่ยง มันต้องโตไปด้วยกัน การโตไปด้วยกันแสดงว่า ท่านเริ่มต้นด้วยการทบทวนคุณค่าที่มี แล้วมองหาจุดประสานหรือร่วมกับท่าน ทำให้ตรงนั้นมันมากขึ้น ธุรกิจยุคใหม่จะเดินไปด้วยกันเป็นหน้ากระดานมากกว่าวิ่งแข่งกัน ให้นึกถึงนก 1 ฝูง หากนกตัวที่อยู่ตรงกลางบินแหวกอากาศไป เขาจะเป็นตัวที่แข็งแรงมาก แต่วันหนึ่ง ถ้านกทุกตัวพึ่งนกตัวนั้นตัวเดียว เขาก็จะล้า แล้วก็จะบินต่อไปไม่ไหว ดังนั้น ต้องมีการสลับกันบิน เพื่อให้เกิดการถัวเฉลี่ย ในเรื่องของคุณค่า ความสามารถ แล้วช่วยกัน แล้วไปด้วยกัน ธุรกิจยุคใหม่ ไม่จำเป็นว่าต้องใหญ่ที่สุด หรือว่าต้องเล็ก มันจะเป็นจุดที่เหมาะสมกับคุณค่าที่ท่านเป็น”

“จำไว้นะครับ ทำในสิ่งที่โลกต้องการ ทำสิ่งที่ท่านถนัด แล้วก็ดูแลตัวเองได้ สุดท้ายคือ เชื่อมโยงกับคนอื่นได้ด้วย ดังนั้น ต้องกลับมาทบทวนในสิ่งที่จะทำ แล้วมุ่งหน้าต่อในยุคถัดไป ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ สิ่งที่ดีตรงนั้น 1) ดีต่อใจท่านเอง 2) ดีต่อกัน เมื่อดีต่อกัน มันจะดีต่อไป” อาจารย์ดนัยรัฐ ทิ้งท้าย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *