เศรษฐศาสตร์กับความเหลื่อมล้ำ ในมุมมองของ ผศ.ดร. สุวิมล เฮงพัฒนา

สืบเนื่องจากการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ของนักเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 14 (The 14th National Conference of Economists) โดยระบบบออนไลน์ ผ่าน Zoom Meeting ในหัวข้อ ‘นักเศรษฐศาสตร์และผองเพื่อน: โอกาสและความท้าทายภายใต้ความไม่แน่นอน (Economists & Friends: Chances and Challenges under Uncertain Circumstances)’ โดยคณะเศษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรงวิโรฒ ในวันที่ 19 มีนาคม 2564 ‘เศรษฐศาสตร์กับความเหลื่อมล้ำ’ เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจและทำให้เรามีโอกาสได้สนทนากับผู้ที่ทำงานคลุกวงใน ผศ.ดร. สุวิมล เฮงพัฒนาอาจารย์คณะเศษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรงวิโรฒ ซึ่งในโอกาสนี้ ผศ.ดร. สุวิมล ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติของสังคมไทยเท่านั้น หากยังลงลึกถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำ ด้าน ‘การศึกษา’ ที่เสมือนเป็นใบเบิกทางของชีวิต หรือเป็นต้นทุนของคน ซึ่งส่งผลอย่างชัดเจนกับรายได้ในอนาคตอีกด้วย
ความเหลื่อมล้ำ…กับการพัฒนาทุนมนุษย์ในคน
ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลก หรือแม้แต่ในประเทศไทย เติบโตของขึ้น แต่สิ่งที่พบ ทั้งในและต่างประเทศ คือ ช่องว่างของผู้คนหรือความเหลื่อมล้ำในสังคมกลับเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ผศ.ดร. สุวิมล ให้ความเห็นว่า นี่คือปัญหาที่พบทั่วโลก เนื่องจากลักษณะของความเหลื่อมล้ำเกิดจากผู้ที่มีรายได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น มีโอกาสในการลงทุนเพิ่มขึ้น และได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ในขณะที่ปัจจัยในการลงทุนของคนที่ด้อยโอกาสกลับมีช่องว่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดช่องว่างของรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“ในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ รัฐบาลพยายามกระตุ้นรายได้ของคนไทยเพื่อก้าวข้ามจากระดับรายได้ปานกลางด้วยนโยบายต่าง ๆ อย่างเช่น ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเน้นเรื่อง การพัฒนาทุนมนุษย์ของคน เพื่อให้คนมีรายได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงสำคัญมาก ๆ สำหรับการทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น” ผศ.ดร. สุวิมล กล่าว “ยกตัวอย่างโมเดลของมินเซอร์ (Mincerian Model) ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับจำนวนปีที่ศึกษา คือ ยิ่งคนที่มีจำนวนปีในการศึกษามากยิ่งขึ้น ก็ส่งผลต่อรายได้ของคนคนนั้นมากยิ่งขึ้น”
จากงานวิจัยล่าสุดของ ผศ.ดร. สุวิมล ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ตัวแปรค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่ครัวเรือนลงทุนในเด็ก พบว่า ปัจจัยที่มีผลอย่างยิ่ง คือ รายได้ของครัวเรือน และการศึกษาของผู้ปกครอง ซึ่ง ผศ.ดร. สุวิมล ย้ำว่า การลงทุนในเด็กคือการส่งผลต่อทุนมนุษย์ของเด็กในแต่ละครัวเรือน “อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก และเป็นปัญหาที่พบระหว่างการลงทุนในเด็ก คือ การที่เด็กได้อยู่กับผู้ปกครองจริง ๆ หรือไม่ บางครอบครัวพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ที่สุดมันเป็นเรื่องการที่ผู้ปกครองจะใช้เวลาในการดูแลเด็ก เช่น การอ่านหนังสือ การเรียนหนังสือ การมีเวลาให้เด็ก ซึ่งทำให้ส่งผลต่อการลงทุนในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เรื่องการศึกษาของเด็กเช่นเดียวกันผศ.ดร. สุวิมล อธิบาย
นอกจากนี้ เพื่อพิจารณาว่าผู้คนในสังคมไทยนั้น มีการลงทุนในเด็กแตกต่างกันหรือไม่ และอย่างไร ผศ.ดร. สุวิมล แบ่งได้กลุ่มตัวอย่างออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ ทางสังคมตามลักษณะทางเศรษฐกิจของเขาเหล่านั้น ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ประกอบการ 2) กลุ่มมืออาชีพ (Professional) 3) กลุ่มใช้แรงงานทั่วไป 4) กลุ่มเกษตรกรที่มีที่ดินเป็นของตัวเอง 5) กลุ่มเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง 6) กลุ่มคนว่างงาน รวมถึงผู้เกษียณอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดูแลเด็กในบางส่วนที่พ่อแม่มักนำลูก ๆ มาฝากไว้ และจากการแบ่งกลุ่มตัวอย่างของคนในสังคมออกเป็นชนชั้นลักษณะเช่นนี้ ทำให้พบความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นอย่างชัดเจน ดังจะเห็นว่า กลุ่มผู้ประกอบการเป็นกลุ่มที่รายได้ค่อนข้างเยอะ และมีสัดส่วนในการลงทุนในเด็กเยอะที่สุด คือ มากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกว่า 60% รองลงมาคือ กลุ่ม Professional ขณะที่กลุ่มที่เหลือนั้น มีการลงทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศทั้งหมด “ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ประมาณ 8,900 บาทต่อปี แต่กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่ม Professional มีการลงทุนในเด็กประมาณ 15,000 บาทต่อปี” ผศ.ดร. สุวิมล ให้ข้อมูล
บทบาทของภาครัฐ เพื่อการลดความเหลื่อมล้ำ
“ภาครัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิด” ผศ.ดร. สุวิมล กล่าว รัฐบาลเองมีเงินสนับสนุนทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคนที่อยู่ในภาคบังคับ เรามีเงินเรียนฟรี 15 ปี เงินอุดหนุนอาหารกลางวัน มีเงินอุดหนุนเรื่องค่าอุปกรณ์การเรียน และชุดนักเรียน แต่ในสภาพความเป็นจริง รัฐบาลให้เท่ากัน แต่เท่ากัน มันไม่เกิดความเท่าเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ในแหล่งทุรกันดาร เช่น ค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคนต่อมื้อเท่ากัน ที่ให้เป็นรายหัว ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กนักเรียนไม่กี่คน เพราะฉะนั้นยอดรวมทั้งโรงเรียนก็เป็นเงินไม่กี่บาท จึงไม่เพียงพอแน่ ๆ ครูเองจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือตรงจุดนี้ กลายเป็นทำให้ครูให้มีหนี้สินมากขึ้น ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ไม่ใช้เกณฑ์เดียวกันทั่วทั้งประเทศ น่าจะช่วยกันได้ อาจจะมีเกณฑ์ลักษณะพิเศษ เช่น ให้เงินสมทบพิเศษในพื้นที่ทุรกันดาร เป็นต้น”
ผศ.ดร. สุวิมล กล่าวไปถึง นโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ยังดำเนินการไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบทของสังคม อาทิ ชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านในแต่ละจังหวัดอยู่เคียงคู่ บ้าน วัด และโรงเรียน มาเป็นเวลาเนิ่นนาน การย้ายโรงเรียนไปรวมกันกับหมู่บ้านอื่น จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดของชาวบ้านเสียใหม่ และไม่นำเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ นโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก นำมาซึ่งการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการครูสำหรับการพัฒนาเด็ก ๆ ในโรงเรียนให้เพียงพอ แทนการกระจายครูไปอยู่ในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดการขาดแคลนครู “การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องพิจารณาสิ่งที่โรงเรียนในพื้นที่ต้องการ เช่น การให้บริการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย สิ่งที่ผู้ปกครองต้องการ คือ รถรับส่งลูกหลานของเขาไปยังโรงเรียนใหม่อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่ภาครัฐต้องจัดสรร เพราะเมื่อเขามั่นใจว่าลูกของเขาสามารถเดินทางไปโรงเรียนใหม่อย่างปลอดภัย เขาย่อมยินดีที่จะให้ลูกของเขาย้ายโรงเรียน” ผศ.ดร. สุวิมล กล่าว “แต่การจะเอาโรงเรียนขนาดเล็กมารวมกันต้องคิดถึงบริบทของพื้นที่ด้วย เช่น โรงเรียนในแหล่งทุรกันดารที่อยู่บนภูเขา 2 ภูเขา เรียกว่า โรงเรียน Stand Alone ต้องปล่อยเขา ยิ่งรวมยิ่งเดือดร้อน อาจจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพครูและสนับสนุนในเรื่องของทรัพยากรให้เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน ตชด. หรือโรงเรียนขยายโอกาสในต่างจังหวัด”
วิกฤต COVID-19 ภาพสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน
ความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะในประเทศไทย เผยชัดอีกครั้ง จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังจะเห็นตั้งแต่ภาคแรงงานที่เข้ามาทำงานในเมือง เมื่อสถานประกอบการและโรงงานต่างๆ หยุดพักหรือปิดกิจการ แรงงานไม่เพียงแต่ว่างงาน ขาดรายได้ บางส่วนทยอยกันกลับภูมิลำเนา ตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และแน่นอนที่สุด จากสถานการณ์ COVID-19 การเรียนการสอนในภาคการศึกษา ยังปรับเป็นระบบออนไลน์ ทั้งในเมือง ต่างจังหวัด พื้นที่ห่างไกล แต่ประเด็นปัญหาที่ชัดที่สุด คือ การใช้เครื่องไม้เครื่องมือในการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่บนภูเขา ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต “การเรียนการสอนออนไลน์จะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร” ผศ.ดร. สุวิมล ตั้งคำถาม บนดอยบนเขาไม่มีทางมีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ที่จะเรียนลักษณะแบบออนไลน์ได้แน่ ๆ เพราะฉะนั้น ปัญหาก็คือ เด็กส่วนหนึ่ง Drop Out ไปเลย คือ ไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียน แล้วยังไม่มีอุปกรณ์ที่บ้านด้วย บางคนไม่มีอุปกรณ์ก็ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเรียนได้ ส่วนหนึ่งจึงออกจากระบบการศึกษา กลายเป็นไปช่วยผู้ปกครองทำมาหากิน ส่วนหนึ่งออกไปทำงานอย่างอื่น ซึ่งพอเขาออกไป การจะกลับมาเข้าระบบการศึกษาก็ค่อนข้างลำบาก เด็กกลุ่มที่ออกไปตรงจุดนี้ จะทำให้เขาขาดทุนมนุษย์ในตัวของเขาเอง แล้วการทำให้เด็กกลุ่มนี้มีทุนมนุษย์ที่เท่าเทียมกับกลุ่มที่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่านั้น ค่อนข้างยาก มันกลายเป็นผลกระทบสืบเนื่องไปจนกระทั่งเขาเติบโต กลายเป็นความด้อยโอกาสของเด็กกลุ่มนี้ตลอดไป ตรงจุดนี้ เราต้องแก้ปัญหาก่อนที่จะมีปัญหามากไปกว่านี้”
การลดความเหลื่อมล้ำ…กับผองเพื่อนต่างศาสตร์
ถามว่า ความเหลื่อมล้ำนี้วัดได้หรือไม่ ผศ.ดร. สุวิมล ให้ความกระจ่างว่า Gini Coefficient และ Lorenz Curve นั้น คือ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาวัดเรื่องความเหลื่อมล้ำที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปรู้จักกันดี “ในภาพรวมของเมืองไทย เรามีตัวเลข Gini Coefficient สำหรับการวัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ค่อนข้างเยอะอยู่” ผศ.ดร. สุวิมล กล่าว “แน่นอนที่สุด ถ้าสมมติว่าการศึกษาของเรามีความเท่าเทียมกันมากขึ้น คนไทยมีจำนวนปีที่ได้เรียนมากขึ้น ก็ย่อมส่งผลกับรายได้ ถ้าทำได้จริง ๆ เรื่องการกระจายรายได้ก็ดีขึ้น มันสอดคล้องนโยบายภาครัฐในเรื่องการทำให้คนมีการศึกษาสูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์ระบบอุตสาหกรรมใหม่ ที่จะรองรับไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป ก็สามารถทำให้เราก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา”
หากการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะด้วยการปฏิรูประบบการศึกษา ไม่มีใครผู้ใดผู้หนึ่งอาจทำเพียงผู้เดียว “ส่วนตัวอาจารย์เอง มีโอกาสเข้าไปร่วมกับสภาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการศึกษา ในการหามาตรการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่จะส่งต่อไปถึงผู้สร้างนโยบาย เพื่อนำเสนอการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เหมาะสมมากกว่าเดิม เช่น เงินอุดหนุนในแต่ละพื้นที่ สำหรับอาจารย์ ความสำคัญของการศึกษา คือ ความเท่าเทียมมากขึ้น และ เรื่องเท่ากันอาจจะไม่เท่าเทียมเพราะฉะนั้น จะทำอย่างไรให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น ปิดช่องว่างให้น้อยลงให้มากที่สุด และที่อาจารย์พูดคำว่า ทุนมนุษย์นั้น มี 2 ส่วนที่สำคัญ คือ การลงทุนในมนุษย์เรื่องการศึกษา และเรื่องสุขภาพ ถ้าลงทุน 2 ส่วนนี้ให้มีความพร้อม จะส่งผลต่อองค์ประกอบอื่น ๆ ต่อไป” ผศ.ดร. สุวิมล กล่าว “ลำพังเอง นักเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถมองได้ครอบคลุมในทุก ๆ จุด เราจึงเปิดโอกาสให้ศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาทำงานร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ ในงานประชุมเศรษฐศาสตร์ระดับชาติในครั้งนี้ จึงมีธีม นักเศรษฐศาสตร์และผองเพื่อนซึ่งเป็นโอกาสให้ได้เห็นมุมมองอื่น ๆ ที่ใช้ศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์เข้าไปผนวกกับศาสตร์อื่น ๆ เช่น การนำข้อมูลขนาดใหญ่มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้น เราจึงอยากให้เพื่อน ๆ มาแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน”

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *