งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้การสะกิดและส่งเสริมต่อการตระหนักในสิ่งแวดล้อม กับ ผศ.ดร.อดุลย์ ศุภนัท

สืบเนื่องจากการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 14 (The 14th National Conference of Economists) ด้วยระบบบออนไลน์ ผ่าน Zoom Meeting โดยคณะเศษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรงวิโรฒ ในวันที่ 19 มีนาคม 2564 หัวข้อ ‘นักเศรษฐศาสตร์และผองเพื่อน: โอกาสและความท้าทายภายใต้ความไม่แน่นอน (Economists & Friends: Chances and Challenges under Uncertain Circumstances)’ นับเป็นโอกาสที่น่าสนใจอีกครั้ง เมื่อ ผศ.ดร.อดุลย์ ศุภนัท หัวหน้าสาขาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการนำทฤษฎีการสะกิดมาใช้ให้คนหันมาใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมนำเราไปเปิดโลกกว้างแห่งวงการเศรษฐศาสตร์อีกแง่มุม ที่ปัจจุบันไม่ได้ตีกรอบอยู่ในมิติของการจัดสรรและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าเท่านั้น หากมีรูปแบบที่เป็นพลวัตตามการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวและกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรื่อง ‘สิ่งแวดล้อม’ จึงกลายเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจทั้งด้านการจัดสรรและใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

การตื่นตัวในปัญหาสิ่งแวดล้อม…กับงานด้านเศรษฐศาสตร์ที่ตามมา

แฮชแท็ก #RIPMarium บนทุกสื่อสังคมออนไลน์ จุดกระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและท้องทะเล โดยเฉพาะในประเทศไทย ขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แจ้งข่าวว่า มาเรียม ลูกพะยูนเกยตื้นที่พลัดหลงกับแม่ ณ จังหวัดกระบี่ ที่ ทช. ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำมาเลี้ยงในพื้นที่ธรรมชาติ เขาบาตู หมู่เกาะลิบง ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2562 มีภาวะช็อกตาย โดยพบมีขยะพลาสติกหลายชิ้นอุดตันลำไส้จนอักเสบ สิ่งที่น่าเสียใจต่อการจากไปของมาเรียมครั้งนั้นคือ ขยะที่พบในทางเดินอาหารของมาเรียม คือ เศษถุงพลาสติกหูหิ้วที่ผู้คนยังคงใช้กันดาษดื่น ซึ่งที่มาของขยะเหล่านั้นจึงเกิดจากใครไปไม่ได้ นอกจากเราทุกคน และทำให้หลุดรอดออกสู่สภาพแวดล้อมทั้งอย่างตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ การสูญเสียมาเรียมกระตุ้นเตือนให้ภาครัฐ เอกชน และประชาชนบางส่วน ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นอีกระดับ ทว่าตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ยังพบการตายของสัตว์จำนวนหนึ่งที่เกิดจากการกินขยะพลาสติกอย่างต่อเนื่อง แม้แต่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ก่อนการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติของเราในครั้งนี้ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จังหวัดชุมพร (ศรชล.จังหวัดชุมพร) ยังได้รับรายงานว่า พบซากเต่าทะเล อายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม สภาพเน่าเสีย วัดความยาวตลอดตัวได้ 135 เซนติเมตร ตายเกยหาด บริเวณหาดแหลมริ่ว และจากการผ่าพิสูจน์ซากหาสาเหตุการตาย พบว่า เกิดจากเต่ากินขยะประเภทเศษถุงพลาสติก เชือกฟาง เชือกอวนไนลอน และเศษพลาสติกชนิดแข็ง เข้าไปจนเต็มท้อง ทำให้อวัยวะภายในยุ่ยสลายเกือบทั้งหมด และมีผลต่อระบบร่างกาย จนเป็นสาเหตุของการตายนั่นเอง

เห็นได้ชัดว่า แม้จะมีความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของทุกภาคส่วนเพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าและยั่งยืนนั้น ยังต้องอาศัยความร่วมมือและความเอาจริงเอาจังจากทุกคน ไม่มีเว้นใครคนใดคนหนึ่ง อย่างพร้อมเพียงกว่าที่ผ่านมา เพราะปัจจุบัน ไม่อาจปฏิเสธว่าการใช้พลาสติกเป็นส่วนหนึ่งและมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งของทุกคน จนถึงต่อระบบอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่พลาสติกก็กลายเป็นปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เพราะระยะเวลาการย่อยสลายที่เนิ่นนานนับ 400-500 ปีนั่นเอง

จากการศึกษาวิจัยของ ผศ.ดร.อดุลย์ ในหัวข้อ ‘เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกับการสะกิดเพื่อส่งเสริมการใช้ถุงพลาสติก ชีวภาพในการทดแทนถุงพลาสติกแบบใช้เพียงครั้งเดียว: กรณีศึกษาครัวเรือนในกรุงเทพมหานคร (Behavioral Economic Nudges for Encouraging Eco-friendly Bioplastic Bags to substitute single-use plastics: The case study of Bangkok households)’ ซึ่งกล่าวถึง ถุงขยะพลาสติกแบบชีวภาพที่ผลิตจากมันสำปะหลัง และใช้เวลาย่อยสลายภายใน 4 เดือน เป็นอีกงานวิจัยที่ช่วยสะกิดและทำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน หากจะต้องอาศัยการขับเคลื่อนอย่างไร และส่งผลต่อระบบเศรษฐศาสตร์ในแง่มุมใด ผศ.ดร.อดุลย์ ยินดีแบ่งปันให้ฟังไปพร้อมกัน

โลกดี สังคมดี เศรษฐกิจดี สิ่งแวดล้อมดี

“ปัจจุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมยังคงฝังลึกอยู่ในปัญหาของประเทศไทย และไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาที่ทั่วโลกประสบด้วยกันหมด แต่เนื่องจากว่าในปัจจุบันคนไม่ค่อยห่วงใยหรือตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องขยะพลาสติก มากนัก และเมื่อมีปัญหาอื่น ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องปัญหาขยะจึงถูกละเลยไป แต่จริง ๆ แล้ว ปัญหาเรื่องขยะพลาสติก โดยเฉพาะที่อยู่ในท้องทะเล ยังคงมีมากขึ้น ยังคงเป็นปัญหาอยู่ในโลกของเรา” ผศ.ดร.อดุลย์ “เรื่องการผลิตถุงขยะ เมื่อเทียบกันแล้ว ถุงขยะที่ผลิตจากไมโครพลาสติกหรือแบบทั่วไป มีต้นทุนถูกกว่า ขณะที่ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของถุงขยะพลาสติกแบบชีวภาพยังสูง ตอนนี้จึงยังมีการผลิตถุงขยะแบบชีวภาพออกมาไม่มาก ประชาชนจึงไม่นิยมใช้ เพราะฉะนั้น วิธีการที่จะช่วยเหลือคือ รัฐบาลต้องมีเงินอุดหนุน หรือ Subsidize ให้กับการผลิตถุงขยะพลาสติกแบบชีวภาพ รวมทั้งมีการรณรงค์เรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องปัญหาขยะในท้องทะเลที่ส่งผลต่อสัตว์น้ำอย่างพะยูน หรือเต่า เป็นต้น แต่อันนี้ต้องได้ความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานของรัฐบาลและผู้ผลิตที่ต้องใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยผลิตสินค้าและใช้พลาสติกแบบชีวภาพมากขึ้น”

ผศ.ดร.อดุลย์ ชี้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงจำเป็นต้องสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมและความบอบบางของชีวิตอื่น ๆ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลจะดำเนินงานอะไร หรือภาคธุรกิจจะผลิตอะไร ‘3P’ ได้แก่ People, Profit และ Planet คือ สิ่งที่ต้องหยิบเข้ามาใส่ไว้ในใจ “ผู้ขายทั้งหลายต้องใส่ใจ People ในที่นี้ก็คือ ผู้บริโภค และแน่นอน เรื่อง Profit ซึ่งรู้อยู่แล้วว่า การทำธุรกิจย่อมหวังผลกำไร แต่ยังมีคำว่า Planet คือ เรื่องของโลก หรือเรื่องของสิ่งแวดล้อม การจะทำกำไรเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว ต้องพิจารณาเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย เราอาจต้องยอมได้กำไรน้อยลง แต่ว่าสามารถขายในระยะยาวขึ้น ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ต้องตระหนักเรื่องเศรษฐกิจแบบระยะยาวมากขึ้น” ผศ.ดร.อดุลย์ อธิบาย “เช่นเดียวกัน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะพลาสติก สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน รัฐบาลอาจเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนเล็งเห็นปัญหา อาทิ การสนับสนุนภาคธุรกิจหรือโรงงานให้ผลิตถุงขยะพลาสติกแบบชีวภาพ เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง ประชาชนก็จะหันมาเลือกใช้กันมากขึ้น เป็นต้น”

แม้ในยุคนี้ อาจมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่อยากถือกำเนิดเป็น Start-Up หรือเป็น Unicorn ที่ประสบความสำเร็จ หากผศ.ดร.อดุลย์เน้นและย้ำว่า ทุกคนต้องร่วมมือกัน เศรษฐกิจต้องเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย การทำธุรกิจไม่ใช่ทำวันเดียวจบ ต้องขายระยะยาว “เดี๋ยวนี้ขายของอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย แต่ทั้งนี้ เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่การทำวันนี้เสร็จพรุ่งนี้ แต่เป็นการร่วมมือร่วมใจกันในระยะยาว เป็น Sustainable Economy เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งฝั่งประชาชน ฝั่งผู้ผลิต และฝั่งรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวต่าง ๆ ร่วมมือร่วมใจกันทำเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ควบคู่กันไป ธุรกิจก็เติบโต สิ่งแวดล้อมก็ดีด้วย” ผศ.ดร.อดุลย์ กล่าว “ทุกวันนี้ โลกหมุนเร็วมาก เมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว เรามุ่งเน้นแต่ความเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ทำให้ละเลยเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ต้องคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ต้นทุนจะสูงขึ้น กำไรน้อยลง แต่เศรษฐกิจสามารถเจริญเติบโตระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ทุกวันนี้เศรษฐกิจต้องไปพร้อมกับปัญหาอื่น ๆ ถ้าเกิดเศรษฐกิจดี แต่สิ่งแวดล้อมไม่ดี ก็อยู่ได้ไม่ยาวนาน ทุกคนจึงต้องใส่ใจและนำปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้ามาใส่ในกลยุทธ์ทางธุรกิจ รัฐบาลต้องนำเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมเอามาบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจทั้งหลาย”

เศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน…กับชีวิตที่ดีขึ้น

ไม่เพียงแต่ความร่วมมือกัน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตยังเป็นแบบ เศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน หรือ Sharing Economy “จะรวยคนเดียวไม่ได้ ถ้ารวยคนเดียว แต่กำลังซื้อไม่มี สุดท้าย บริษัทที่รวยก็อยู่ไม่ได้” ผศ.ดร.อดุลย์ให้ภาพที่ชัดเจน นอกจากนี้ ธุรกิจแห่งการแบ่งปัน คือ การที่รัฐบาลแบ่งปันเรื่องงบประมาณสนับสนุน ธุรกิจยินดีจ่ายเพิ่ม ยอมได้กำไรน้อยลง เพื่อการขายในระยะยาว “เศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน หรือ Sharing Economy ในงานวิจัยของผมที่เน้นให้คนหันมาใส่ใจเรื่องผลิตภัณฑ์ถุงขยะพลาสติกแบบชีวภาพ ซึ่งทำจากมันสำปะหลังนั้น อาจจะต้องใช้งบประมาณส่วนหนึ่งจากรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนผู้ผลิต ผู้ผลิตเองก็ต้องยอมได้กำไรที่น้อยลง แต่สามารถขายได้ยาวขึ้น เพราะว่าอะไรครับ เพราะถ้าเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ก็ย่อมขายของได้นานขึ้น และธุรกิจดำเนินกิจการไปได้นานขึ้น” ผศ.ดร.อดุลย์ กล่าว “ในทางเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มองแค่กำไรของธุรกิจเพียงอย่างเดียว เรายังมองเรื่องสวัสดิการทางสังคม เช่น ต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อม และนำเข้ามาบรรจุในการวิเคราะห์ปัญหาด้วย นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมการผลิตสินค้าจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

ทั้งในมุมมองของ ผศ.ดร.อดุลย์ และขอบเขตของการศึกษาวิจัย การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนหรือในระยะยาว จึงขึ้นอยู่กับการเติบโตทางอุตสาหกรรมหรือเน้นกำไรเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป หากต้องเน้นและคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย “แม้กำไรน้อยลง แต่ขายของได้นาน สิ่งแวดล้อมของโลกดี สังคมดี ทุกคนมีการแบ่งปันกัน มีชีวิตที่ดีขึ้น” ผศ.ดร.อดุลย์ ย้ำ

ทิศทางด้านสิ่งแวดล้อมในโลกของเศรษฐศาสตร์แห่งอนาคต

แน่นอนที่สุด Green Economy กลายเป็นหัวข้อสำคัญแห่งอนาคตที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เพราะฉะนั้น บรรดาผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงานที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้ระบบอี-คอมเมิร์ซ ที่ลดต้นทุนทั้งในการเดินทาง ลดปัญหาเรื่องเชื้อเพลิง ลดปัญหาเรื่องฝุ่น ก็น่าจะเป็นระบบที่โลกของเศรษฐศาสตร์จะเคลื่อนไปในวันข้างหน้า “นอกจากเทรนด์เรื่องสุขภาพ เทรนด์เรื่องของสิ่งแวดล้อมนี่แหละครับเป็นเทรนด์ที่น่าลงทุน การลดการผลิตสินค้าที่ย่อยสลายยาก โดยเฉพาะเรื่องพลาสติก เป็นเทรนด์ที่น่าลงทุนในยุคนี้ และควรมีการส่งเสริมให้ธุรกิจทั้งหลายใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายง่าย เช่น ธุรกิจร้านกาแฟ ให้ใช้หลอดและแก้วที่ย่อยสลายง่ายขึ้น หรือธุรกิจทำอาหารกล่อง ให้ใช้กล่องอาหารที่ทำจากไบโอพลาสติก หรือพลาสติกชีวภาพ ถึงแม้ต้นทุนจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ผมว่าเป็นแนวโน้มที่ดี” ผศ.ดร.อดุลย์ ให้ความเห็น

นักเศรษฐศาสตร์ กับการเดินเคียงข้างเพื่อนพ้อง ในโลกที่สถานการณ์ไม่แน่นอน

“เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ศาสตร์เดียวแล้ว ต้องมีการบูรณาการข้ามศาสตร์ ทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่า โลกเป็นเรื่องของบูรณาการข้ามศาสตร์ ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์อย่างเดียว เช่น งานวิจัยของผมเป็นการบูรณาการระหว่างเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วัสดุศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เราอาจจะพูดถึงความคุ้มทุนในเรื่องการประหยัดกำไร แต่ตอนนี้ เราต้องคำนึงถึงวัสดุที่จะนำมาใช้ว่าจะย่อยสลายได้อย่างไร ทุกวันนี้ มีความรู้แบบศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งไม่ได้ ในอดีตเรารู้ลึก แต่ปัจจุบัน เราต้องรู้กว้าง รู้หลายศาสตร์ รู้ครอบคลุม ต้องอาศัยศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาช่วยเหลือกัน แม้แต่งานของผม ยังต้องมีเรื่องของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ต้องทำความเข้าใจด้วย อย่างนี้ ถึงจะไปได้ครับ” ผศ.ดร.อดุลย์ ปิดท้าย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *