คุยเรื่อง ‘คนไร้บ้าน’ อีกมิติทางสังคม ที่เป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ กับ ผศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์

จากการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ของนักเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 14 (The 14th National Conference of Economists) โดยระบบออนไลน์ ผ่าน Zoom Meeting ในหัวข้อ ‘นักเศรษฐศาสตร์และผองเพื่อน: โอกาสและความท้าทายภายใต้ความไม่แน่นอน (Economists & Friends: Chances and Challenges under Uncertain Circumstances)’ โดยคณะเศษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในวันที่ 19 มีนาคม 2564 เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ทำให้เราได้เปิดมิติด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งมีการบูรณาการเข้ากับศาสตร์อื่น ๆ อย่างหลากหลาย รวมทั้งครั้งนี้ ที่ ผศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และผู้นำทัพในโครงการ ‘ศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม’ (Development of Vulnerability Indicator of Homelessness) ได้ชี้ชวนให้เราคิดและเห็นในมุมที่แตกต่างของคำว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ (Economic Indicator) พร้อมนำไปสู่ความเข้าใจในประเด็นความเปราะบางของคนในสังคม โดยเฉพาะ ‘คนไร้บ้าน’

‘18 ฝ่ามือพิชิตมังกร’ วิทยายุทธสั่นครอนยุทธภพ ภาพสะท้อนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ในวันที่สนทนาอย่างเป็นกันเอง โอกาสนี้ เราเริ่มต้นด้วยคำถามเบา ๆ สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ว่า ในทางเศรษฐศาสตร์อะไร คือ ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ ซึ่ง ผศ.ดร.พีระ ให้คำตอบอย่างน่าสนใจว่า หลายคนจะนึกถึง GDP แต่ในความจริง ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจยังมีอีกมากมายหลายอย่าง อาทิ ดัชนีราคาผู้บริโภค อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ เป็นต้น แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผศ.ดร.พีระ ยังชวนคิดย้อนไปในโลกของเรายุคอดีต ยุคประวัติศาสตร์ หรือช่วงเวลาก่อนที่จะมีนักเศรษฐศาสตร์มาคำนวณตัวเลข GDP ตัวเลขเงินเฟ้อ และอื่น ๆ ยุคโบราณเช่นนั้นเครื่องมือในการชี้วัดสถานการณ์ทางเศรษฐกิจคืออะไร

ผศ.ดร.พีระ จึงยกตัวอย่างและนำเสนอดัชนีที่เรียกว่า ‘18 ฝ่ามือพิชิตมังกร’ กระบวนท่าไม้ตายประจำ ‘พรรคกระยาจก’ กลุ่มตัวละครเด่นที่มีบทบาทสำคัญ นอกจากเหนือจากตัวละครนำอย่างก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง เอี้ยก้วย ฯลฯ จากนวนิยายกำลังภายในอมตะของจีนชื่อดัง ‘มังกรหยก’ ผลงานการประพันธ์โดย ปรมาจารย์กิมย้ง “นอกจาก 18 ฝ่ามือพิชิตมังกร จะเป็นท่าไม้ตายของพรรคกระยาจกแล้ว ปรมาจารย์กิมย้งยังแฝงความหมายไว้ค่อนข้างมีนัยและแยบยล หากให้อธิบายขยายความ คือ มังกร ถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน หรือดินแดนมังกร ซึ่งเป็นตัวแทนของสถานะทางเศรษฐกิจของแผ่นดินจีน ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ขณะที่พรรคกระยาจก เป็นตัวแทนของกลุ่มคนยากจน ผู้ซึ่งมีความยากลำบากทางเศรษฐกิจ หากมองในมุมมองและเชื่อมโยงทางเศรษฐศาสตร์ จะพบว่า 2 ตัวแปรนี้ เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ตรงข้ามกัน หรือหากพูดเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ ก็คือ เป็นตัวแปรที่มีค่า สัมประสิทธิ์ (Coefficient) เป็นลบ คือ ยามที่เศรษฐกิจจีนแข็งแรง เฟื่องฟู และเติบโต พรรคกระยาจกก็จะอ่อนแอ มีสมาชิกพรรคน้อย แต่เมื่อใดก็ตามที่พรรคกระยาจกเข้มแข็ง ก็หมายความว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต สมาชิกพรรคกระยาจกจะมีมากขึ้น ซึ่งในวรรณกรรม ‘มังกรหยก’ ของปรมาจารย์กิมย้งนี้ ในเนื้อเรื่องเป็นช่วงเวลาที่พรรคกระยาจกมีบทบาทในยุทธภพค่อนข้างสูง เนื่องจากช่วงเวลานั้น แผ่นดินจีนกำลังถูกรุกรานโดยต่างชาติ เกิดศึกสงคราม ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนก็มีปัญหา นี่ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ตอนที่เราไม่มีนักเศรษฐศาสตร์มาคำนวณตัวเลข GDP หากย้อนไปในโลกของหนังกำลังภายใน สถานการณ์หรือสถานะของพรรคกระยาจก ก็อาจมองเป็นเครื่องสะท้อนเศรษฐกิจจีนในยุคนั้นได้เช่นเดียวกัน” ผศ.ดร.พีระ กล่าว กลับมาสู่ยุคปัจจุบัน ในขณะที่เรามีดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจมากมาย แต่เรายังมีกลุ่มคนที่มีปัญหาความยากจน เรามีกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม เรามีประชากรกลุ่มเฉพาะ ซึ่งการดำรงอยู่ของประชากรกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนสะท้อนดัชนีชี้วัดสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน และนักเศรษฐศาสตร์ก็ยังคงให้ความสนใจ และไม่เคยละเลยที่จะศึกษาประเด็นทางสังคมเหล่านี้ ประเด็นทางสังคมกับเศรษฐศาสตร์จึงมีความใกล้ชิดและแน่นแฟ้นจนแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้”

ที่มา: Tumbral (2020). Eighteen dragon subduing palms สืบค้นเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จากเว็บไซต์ https://www.tumbral.com/tag/Guo%20Jing

‘คนไร้บ้าน’ อีกตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในมิติที่กว้างและชัดขึ้น

ดังจะเห็นว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจนั้นมีอยู่หลากหลาย แม้แต่กลุ่มคนเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มคนยากคนจน รวมถึงคนไร้บ้าน ก็สามารถนำมาพิจารณาเป็นตัวชี้วัดและสะท้อนเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน “การมีตัวชี้วัดทางเศรษฐศาสตร์ที่หลากหลายช่วยให้เรามองมิติทางเศรษฐกิจของประเทศได้กว้างและครอบคลุมชัดเจนยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.พีระ กล่าว

ทั้งนี้ จากการศึกษาในโครงการ ‘ศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม’ (Development of Vulnerability Indicator of Homelessness) ภายใต้แผนงานพัฒนาองค์ความรู้คนไร้บ้านและประสานยุทธศาสตร์เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.พีระ ชี้ให้เราเห็นภาพยิ่งขึ้นว่า การที่คนคนหนึ่งจะกลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ นั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขากำลังประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมขั้นรุนแรง กล่าวคือ 1) มีปัญหาด้านครอบครัว ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาทางสังคม และ 2) มีปัญหาด้านรายได้ ซึ่งเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ “ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือ การที่คนคนหนึ่งจะกลายมาเป็นคนไร้บ้านนั้น ทั้ง 2 เงื่อนไขนี้จะต้องทำงานพร้อมกัน หรือทับซ้อนกัน รุนแรงถึงขั้นผลักให้คนคนหนึ่งเลือกทางออกสุดท้ายขั้นปลายสุดของปัญหา ด้วยการตัดสินใจก้าวออกจากบ้านมาอยู่และใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ คำว่า ขั้นปลายสุดของปัญหา หมายถึง ถ้าไม่มีปัญหาถึงขั้นปลายสุด คนคงไม่ตัดสินใจออกจากบ้านมานอนในที่สาธารณะ ถ้าเขายังมีบ้าน มีเพื่อน เขาก็ยังมีที่พึ่ง กรณีที่เขามีเงิน เขาอาจจะไปหาที่พักได้ แต่ลองจินตนาการว่า คนคนหนึ่งต้องตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แสดงว่า เขาต้องได้รับความยากลำบากถึงที่สุดแล้ว ไม่มีทางออกแล้ว ดังนั้น การที่ประเทศหนึ่งมีคนไร้บ้านเพิ่มขึ้น 1 คน น่าจะเป็นดัชนีที่สะท้อนทางเศรษฐกิจว่าประเทศกำลังมีปัญหามาก ๆ ถึงขั้นบีบขับให้คนออกมาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะ” ผศ.ดร.พีระ อธิบาย “ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการเก็บดัชนีหรือเก็บตัวเลขคนไร้บ้านเป็นรายปี แต่ สสส. และภาคี เคยร่วมเก็บสถิติแจงนับจำนวนคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร 2 ปี พบว่า ในปี 2558 นับได้ประมาณ 1,300 คน ปี 2562 นับได้ประมาณ 1,200 คน แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทีมวิจัยได้ใช้เครื่องมือทางเศรษฐมิติที่พัฒนามาพยากรณ์ (Estimate) จำนวนคนไร้บ้าน ซึ่งพบว่า หลังจากสถานการณ์ COVID-19 คนไร้บ้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30%”

ศักดิ์ศรี คุณค่า และตัวตน ‘คนไร้บ้าน’

คนไร้บ้าน คือ ประชากรกลุ่มหนึ่งที่พบได้ในทุกเมืองใหญ่ทั่วโลก และในทุกระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจไปในระดับใด เพราะคนไร้บ้าน คือ ประชากรกลุ่มเฉพาะ หรือคนที่มีความเปราะบาง ซึ่งประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งคนมักเข้าใจผิดว่า คนไร้บ้านคือคนไร้งาน แต่จากการสำรวจ พบว่า คนไร้บ้านส่วนใหญ่มีงานทำ เพียงแต่คนไร้บ้านประสบกับปัญหาที่หนักมาก ทั้งทางด้านรายได้และทางด้านครอบครัว จนทำให้ไม่สามารถกลับบ้าน และต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะ จึงมักมีปัญหาอื่น ๆ เช่น เรื่องสุขภาพตามมา ทำให้ไม่สามารถทำงานในระดับรายได้ที่เคยทำได้เท่าเดิม และเป็นสาเหตุที่ว่า ไม่สามารถทำให้ตัวเองกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ “ถามว่า คนไร้บ้านเขาทำงานไหม เขาทำงาน เพียงแต่ว่า รายได้ของเขาลดน้อยลงตามกำลังและความสามารถ ตามเงื่อนไข เช่น ด้านทางสุขภาพ แต่แน่นอน ถ้ามองในมิติทางเศรษฐศาสตร์ การที่คนคนหนึ่งต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ในเรื่องของรายได้ที่สูญเสียไปจากกำลังแรงงาน ก็คือ การสูญเสียโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อคนคนหนึ่งไม่สามารถทำงานตามกำลังเช่นเดิมได้ ก็จะมีปัญหารายได้ที่น้อยลง และถ้ามองในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ก็คือ การที่คนคนหนึ่งถูกขับออกจากครอบครัว ถูกขับออกจากสังคม มาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เราจะต้องให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้คุณค่าของความเป็นคน ให้ความทัดเทียมกัน เราต้องคำนึงด้วย” ผศ.ดร.พีระ กล่าว เพราะความหลากหลายทางสังคม ในแง่ของธุรกิจต้องยอมรับว่า ในระบบเศรษฐกิจไม่มีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวละครสำคัญ เพราะทุกคนต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน ทุกกลุ่มมีความสำคัญเท่า ๆ กัน สิ่งที่สำคัญ การดำเนินธุรกิจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่ม และดูภาพรวมด้วย แม้แต่วิกฤต COVID-19 ก็ยังเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเป็นสถานการณ์โรคระบาดที่กระทบต่อภาคเศรษฐกิจ และเราทุกคนยังได้รับผลกระทบ แต่กลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งรวมถึงคนไร้บ้านนั้น มีความน่าเป็นห่วง และต้องได้รับความช่วยเหลือมากกว่าเรา”

ย้ำชัดกับประโยคที่ได้ยินบ่อย ๆ ในยุคนี้ ที่ว่า ‘เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ ผศ.ดร.พีระ ขยายความว่า คนทุกกลุ่มต้องมีตามวัฏจักรทางเศรษฐกิจ อาทิ คนไร้บ้าน สำคัญที่การเข้าไปช่วยเหลือนั้นทำได้มากน้อยแค่ไหน และการช่วยเหลือให้กลับคืนสู่สังคมทำได้อย่างไร ซึ่งปัญหานี้ทั้งละเอียดอ่อนและซับซ้อน “บางคนที่ยังติดอยู่ในภาวะไร้บ้าน หรือยังเลือกที่จะไร้บ้าน แต่ทำอย่างไรให้เขาเป็นคนไร้บ้านที่ยังคงมีคุณภาพชีวิต มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับพวกเราทุกคน”

ผนึกกำลังเพื่อนสนิท เศรษฐศาสตร์และสังคม

นับเป็นการเติมเต็มและการผสมผสานกันอย่างลงตัว เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีความสามารถและทักษะในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับพยากรณ์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้ประยุกต์และบูรณาการการทำงานร่วมกับประเด็นและเรื่องราวทางสังคม เพื่อเห็นภาพและมุมมองในมิติที่กว้างขวางขึ้น

“ที่จริงแล้ว เศรษฐศาสตร์มีส่วนที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีเครื่องมือทั้งที่เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และแบบจำลองทางสถิติต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะ ซึ่งเศรษฐศาสตร์นั้น จะศึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และพยากรณ์สถานการณ์ หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและปัจจัยต่าง ๆ กล่าวคือ นักเศรษฐศาสตร์จะคิดอะไรในเชิงของหลักเหตุและผล มีกระบวนการความคิดแบบคณิตศาสตร์เข้าแบบจำลอง ขณะที่ศาสตร์ทางสังคม จะมีความเข้าใจวิถีความเป็นมนุษย์ เข้าใจในภาษา เข้าใจในจิตใจ เข้าใจความรู้สึกมากขึ้น มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ดังนั้น ถ้าทั้ง 2 ศาสตร์นี้ทำงานบูรณาการร่วมกัน จะยิ่งทำให้การศึกษาการวิจัย รวมทั้งการแก้ปัญหา และสะท้อนเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมและเศรษฐกิจโลกได้สมจริงมากขึ้น” ผศ.ดร.พีระ กล่าว “เศรษฐศาสตร์เพียงลำพังอาจจะมองมิติทางเศรษฐศาสตร์เพียงด้านเดียว การเสริมทัพทางเศรษฐศาสตร์โดยสังคม คือ การทำให้สามารถศึกษาเศรษฐศาสตร์ในมุมต่าง ๆ และสะท้อนภาพในเชิงสังคมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เศรษฐศาสตร์กับศาสตร์ทางสังคมจึงสนิทชิดเชื้อกันมาก แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าในมุมมองของผม เศรษฐศาสตร์กับสังคม คือ Close Friend คือ เพื่อนสนิทที่สุด”